การดูแลสวนทุเรียนด้วย เทคโนโลยี EM
กำนันสวัสดิ์ ขำเจริญ ต้นแบบการปลูกและดูแลสวนทุเรียน ด้วยเทคโนโลยี EM

ทุเรียน ผลไม้ยอดนิยม ปัจจุบันมีพัฒนาการในการทำสวนทุเรียน อย่างหลากหลาย การปลูกโดยใช้เทคโนโลยี EM เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ กำนันสวัสดิ์ ขำเจริญ แห่งไร่ขจรวงศ์ อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ได้ทำมาแล้วกว่า 30 ปี โดยวิธีการคือ
การเตรียมพื้นที่ปลูก
พื้นที่ปลูกใหม่ ใช้วิธีการใช้รถดันหน้าดินให้ขึ้นเป็นโคก สูงประมาณ 50-80 ซม. กว้าง 1.5-2 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 10 x 10 เมตร เป็นเทคนิคการปลูกทุเรียนแบบสมัยใหม่ เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง ขาดน้ำไม่ได้ แต่ไม่ชอบน้ำขัง
วิธีการปลูก
ขุดหลุมปลูกลึกเพียงเล็กน้อย ให้ปากหลุมเสมอปากถุง รองก้นหลุมด้วย โบกาฉิ 1 กำมือ(ประมาณ 200 กรัม) แล้วรดด้วย EM ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:500 กลบดินให้เสมอปากถุง แล้วใช้หญ้าหรือฟางคลุม ควรรดน้ำทุกวันในช่วงแรกที่ปลูก
การดูแลรักษาในระยะก่อนให้ผล
- การให้น้ำ เปิดสปริงเกอร์ให้น้ำประมาณวันละ 20 นาที
การให้สารเสริม
- ได้แก่ เนเจอร์แคร์ 5 ลิตร ฮอร์โมนรกหมู 2.5 ลิตร สาหร่าย 2.5 ลิตร ผสมน้ำ 1,000 ลิตร พ่นประจำทุก 15 วัน
- ในช่วงแตกใบอ่อน จะเพิ่มธาตุสังกะสีเข้าไปด้วย โดยจะฉีดในระยะแตกใบอ่อน ใบทุเรียนจะมัน ใหญ่ ใน 1 ปี ทุเรียนจะแตกใบอ่อนประมาณ 4 ครั้ง
- เนเจอร์แคร์ 1 ลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นดอกทุเรียนระยะกลีบโรย ปลายเกสรยังไม่ไหม้ 1 ครั้ง ถ้าดอกบานไม่พร้อมกัน สามารถฉีดพ่นซ้ำได้
การใส่โบกาฉิ
จะใส่ 2-3 เดือน/ครั้ง ต้นละประมาณ 2 กก. เนื่องจากระบบรากของทุเรียนจะมีทั้งรากบริเวณทรงพุ่ม และรากฝอยบนผิวดิน จึงควรใส่โบกาฉิในระยะทรงพุ่มและหว่านบางๆ ห่างจากโคนประมาณ 1 เมตร เพื่อให้รากย่อยได้กินอาหารจากโบกาฉิด้วย
การป้องกันโรคแมลง
ใช้ ข่า ตะไคร้ กระเทียม หมักผสม EM และใช้ EM5 ฉีดพ่นเป็นประจำ ระยะแรกดูแลแบบนี้เป็นพื้นฐาน การป้องกันแมลงต้องฉีดประจำ เพราะว่าแมลงมักจะมาช่วงแตกใบอ่อน ถ้าฉีดไม่ทันใบจะกลายเป็นยอดสน เมื่อใบไม่มี เพลี้ยไฟก็จะมากินจนใบแห้ง บางทีไม่ทันก็ต้องใช้สารเคมีช่วยบ้าง แต่เลือกใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
การตัดแต่งกิ่ง
หลังจากปลูกได้ประมาณ 1 ปี สามารถทำการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นมีโครงสร้างและทรงพุ่มที่ดี สามารถทำได้ตลอด แต่จะงดช่วงฝนชุก โดยจะตัดแต่งกิ่งฝอยออกให้หมด และให้กิ่งเรียงไขว้กัน ไม่ให้กิ่งเรียงซ้อนกัน เพื่อเว้นระยะให้ผลสามารถเจริญได้อย่างเต็มที่
การดูแลกำจัดหญ้า
ที่สวนแห่งนี้จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างเด็ดขาด จะใช้วิธีการตัดเท่านั้น โดยจะใช้รถไถตัดหญ้าวิ่งแนวร่อง และใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย เหวี่ยงตัดบริเวณใต้ทรงพุ่มที่มีระบบรากฝอยอยู่ ไม่ควรใช้รถตัด เพราะถ้ารากถูกเหยียบมากๆ จะช้ำ จะทำให้รากเน่าได้

ระยะการเตรียมดอก
หลังจากเก็บผลผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคม จะให้ปุ๋ยโบกาฉิเพื่อเร่งให้แตกใบ ต้องทำให้ใบออก 2 ใบ และรักษาใบให้สมบูรณ์ สวย หลังจากนั้น 15-20 วัน ถ้าต้นสมบูรณ์จะเริ่มแตกใบอ่อนใบที่ 1 และช่วงกรกฎาคม-กันยายน จะแตกอีก 1 ใบ เดือนกันยายน ใบจะเริ่มแก่ และในเดือนตุลาคม จะเริ่มมีดอก ในระยะนี้ต้องฉีดพ่นอาหารเสริมเพื่อเปิดตาดอก โดยฉีดพ่นด้วย
| ฮอร์โมนผลไม้ | 2.5 ลิตร |
| เนเจอร์แคร์ | 2.5 ลิตร |
| ฮอร์โมนรกหมู | 2.5 ลิตร |
| สาหร่าย | 2.5 ลิตร |
| แคลเซียม โบรอน | 2.5 ลิตร |
| ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นทุก | 5-7 วัน |
ในช่วงพฤศจิกายน ถ้าอากาศแล้ง ลมลง อากาศหนาว อาหารพร้อม ดอกจะติดดี และจะไปบานในเดือนธันวาคม
การใส่ปุ๋ย
ในระหว่างนี้ก็จะใส่โบกาฉิอยู่เรื่อยๆ ประมาณ 2 กก./ต้น ใส่ไปเรื่อยๆ โดยใส่ให้ห่างจากโคน 1 เมตร เพื่อให้ระบบรากฝอยที่กินอาหารอยู่ รอบๆ โคนต้นไม่ต้องใส่ ถ้าสามารถทำได้ควรหว่านโบกาฉิก่อนตัดหญ้า แต่ถ้าไม่ทันหว่านทับหญ้าแล้วให้ใช้คราดพรวนเล็กน้อย หลังจากใส่โบกาฉิแล้วจะใช้ EM ขยาย ฮอร์โมนรกหมู ฮอร์โมนปลาหมัก ใส่ไปในถังและปล่อยไปที่หัวดูดเวลาให้น้ำ
การให้น้ำ
เวลาในการให้น้ำทุเรียนตามปกติ แต่ละต้นจะอยู่ที่ต้นละ 20 นาที เมื่อทุเรียนเริ่มมีดอก จะเริ่มเพิ่มปริมาณน้ำโดยดูการปริของกิ่งของตาดอก ถ้าตาดอกปริ แสดงว่าต้องเพิ่มน้ำแล้ว แต่ต้องค่อยๆ เพิ่ม อย่าเพิ่มทีเดียวมากๆ เพราะจะมีปัญหาเรื่องแตกใบอ่อน ควรเพิ่มทีละน้อย ถ้าตาดอกยังนิ่งอยู่ก็ให้น้ำระดับเดิมไว้ก่อน
วิธีการให้น้ำช่วงที่เตรียมดอก ไม่ควรให้น้ำออกนอกทรงพุ่ม เพราะถ้าน้ำออกนอกทรงพุ่มมาก ปลายรากจะเป็นส่วนที่ดูดน้ำได้มาก ดอกจะกลายเป็นใบอ่อน จึงต้องจำกัดการกินน้ำของทุเรียน ปลายรากที่ทำงานมากๆ จะอยู่ปลายราก การเปิดน้ำจึงต้องเหวี่ยงเบาๆ ให้กระจาย อย่าเร่งแรง เช่น ถ้าปกติในทางพุ่มเปิดประตู 3 ประตู ก็จะเปิดเป็น 4-5 ประตู แรงดันน้ำก็จะลดลง ระยะนี้ต้องรักษาความชื้นไม่ให้ดินแห้ง แต่ก็ไม่ให้ปลายรากได้น้ำมาก ต้องให้พอดี เพราะถ้ากินน้ำมากก็จะแตกใบอ่อน ดอกก็จะร่วงได้
การตัดแต่งดอกและผล
ก่อนดอกบาน ดอกที่อยู่ปลายกิ่ง จะต้องสอยทิ้ง ถ้าดอกออกโคนกิ่งก็จะไม่ค่อยเอาไว้ ถ้าดอกออกปลายกิ่ง เวลามีลูกจะโยงเชือกลำบากเวลาที่ลมพายุมา ปกติเกษตรกรจะต้องดูว่า ใน 1 ต้น จะเอาลูกไว้ได้เท่าไหร่ เช่น ต้นนี้ต้นเล็กน่าจะได้ 20 ลูก ต้นนี้น่าจะได้ 30 ลูก การสอยดอกตอนแรก ก่อนบานจะสอยปลายก่อน ที่เหลือเมื่อทุเรียนเป็นลูกเท่าลูกมะนาวหรือเล็กกว่าก็จะตัดออกอีก โดยตัดแต่งผลที่มีขนาดเล็ก รูปทรงเบี้ยว หรือไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ หรือเบียดกันออกไป
ในระยะช่วงดอกบาน
ช่วงดอกใกล้บาน ช่วงลมลง อากาศเริ่มร้อน เพลี้ยไฟจะระบาด ต้องป้องกันเพลี้ยไฟให้ได้ ในช่วงนี้ต้องระวังดอกร่วง ดอกร่วงเกิดจาก 2 กรณีคือ เพลี้ยไฟลง หรือให้น้ำไม่ถึง พอน้ำไม่ถึง แล้วให้น้ำครั้งเดียวมากๆ ก็แตกใบอ่อน ในการดูแลจึงต้องดูอย่างละเอียดทุกต้น ทั้งปริมาณน้ำและสภาพดิน เพราะดินแต่ละแปลงไม่เหมือนกัน การดูแลจะใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกัน
การบานของดอกทุเรียน จะไม่ได้บานพร้อมกันในวันเดียว ภายใน 7 วัน จะไล่ๆ กัน ในวันที่ดอกบานจะช่วยการผสมเกสรโดยใช้ไม้กวาดปัดดอกไปมาช่วยผสมเกสร วิธีนี้จะใช้กับทุเรียนที่มีต้นเตี้ย แต่ถ้าต้นสูงจะใช้เนเจอร์แคร์ฉีดพ่น โดยจะฉีดพ่นหลังจากกลีบดอกโรยแล้ว ใน 1 ต้น ดอกทุเรียนไม่ได้บานเพียงวันเดียว ภายใน 7 วัน ก็จะฉีดพ่นภายใน 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดแรงงาน และลดอันตรายจากการปีนต้นทุเรียนลงได้ บางสวนจะใช้เทคนิคการงดน้ำช่วงดอกบาน เพื่อให้ดอกเหี่ยว เกสรจะไม่ฟูมาก แต่ที่สวนกำนันสวัสดิ์ เป็นสวนธรรมชาติ จะมีแมลงเยอะมาช่วยตอมผสมเกสรอยู่แล้ว จึงไม่ต้องงดน้ำ
ในระยะหางแย้
ช่วงหางแย้ การให้น้ำต้องพยายามเดินดูสปริงเกอร์ทุกหัว น้ำต้องเสมอ อย่าให้น้ำมากเกินไป เพื่อไม่ให้ทุเรียนแตกใบอ่อน เช่น เคยให้ 30 นาที ต้องลดลงเหลือ 20 นาที โดยจะให้น้ำประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยอื่นตามสภาพพื้นที่
ในระยะนี้ จะมีเพลี้ยไฟไรแดงมากวน แย่งดูดน้ำเลี้ยง ก็หมั่นฉีดพ่นสารไล่แมลง ถ้าต้นทุเรียนแตกใบอ่อนในช่วงติดดอกหรือหางแย้ ต้องเร่งให้ใบแก่ให้เร็วที่สุด ปกติต้องใช้เวลา 20 วัน ต้องเร่งให้ใบแก่ภายใน 10 วัน โดยใช้แมกนีเซียมชนิดน้ำฉีดพ่น ใบที่กำลังจะใหญ่จะหยุด เพื่อไปสกัดน้ำไม่ให้มาเลี้ยงใบอ่อน ให้ส่งมาที่ลูก ช่วงระยะนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้โบกาฉิ โดยจะให้ปุ๋ยอีกครั้ง เมื่อผลเท่านิ้วโป้งมือก็เริ่มให้ได้เลย
ระยะติดผล
หลังจากทุเรียนติดผลแล้ว สามารถเพิ่มน้ำได้แล้ว แต่ต้องค่อยๆ เพิ่ม ในระยะนี้จะใช้โบกาฉิ 2-3 กก./ต้น และฮอร์โมนรกหมู เนเจอร์แคร์ แคลเซียม แมกเนเซียม และโบรอน ฉีดพ่นเป็นประจำทุก 15 วัน

การเก็บเกี่ยว
ทุเรียนหมอนทอง จะเก็บเกี่ยว 100-120 วัน หลังจากดอกบาน ท่านกำนันบอกว่า ประมาณ 110 วัน ก็เริ่มตัดได้แล้ว ใน 1 ต้น ทุเรียนจะมีหลายรุ่น เกษตรกรจะใช้วิธีการโยงกิ่งด้วยเชือกสีแตกต่างกันเพื่อเป็นที่สังเกตไม่ให้ตัดผิดรุ่น แต่ที่สวนของกำนันเป็นสวนใหญ่แล้วในแต่ละรุ่นจะห่างกันเป็นเดือน จะมีที่อยู่ใกล้เคียงกันไม่มากนัก
การฟื้นฟูต้นหลังการเก็บเกี่ยว
หลังจากเก็บผลแล้ว ก็จะต้องทำการฟื้นฟูบำรุงต้น โดยการตัดหญ้า ใส่โบกาฉิ 3-4 กก./ต้น เดือนละ 1 ครั้ง ฉีดพ่นฮอร์โมนรกหมู เนเจอร์แคร์ ฮอร์โมนปลาหมัด ถ้าใช้ประจำ จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเชื้อรารากเน่า โคนเน่า
การใช้เนเจอร์แคร์ ป้องกันและแก้ปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า
กำนันบอกกับเราว่า ที่สวนมีปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าบ้าง แต่ไม่มาก เนื่องจากมีพื้นที่มาก คนงานแต่ละคนก็จะดูแลแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานสำคัญคือ การใช้ EM ในการเพิ่มจุลินทรีย์กลุ่มดีให้มีจำนวนมากในสวน เพื่อป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค เชื้อราต่างๆ กำนันแนะนำว่า กรณีที่ต้นทุเรียนเริ่มมีปัญหาซึ่งอาจแสดงอาการไปที่ปลายยอด ยอดเหลือง ใบร่วง ลำต้นมีแผล ให้ใช้เนเจอร์แคร์ 1 ลิตร ผสมน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วตั้งแต่ยอด ใบ กิ่งก้าน ลำต้น ราก ทรงพุ่ม ฉีดอาบให้ทั่ว ทุก 5-7 วัน
กรณีที่แผลที่ลำต้น หรือเริ่มเห็นมีน้ำเยิ้มให้ฉีดที่แผลให้โชก ทุก 5-7 วัน และฉีดพ่นจนกว่าแผลจะแห้ง หรือถ้ามีหลอดฉีดยาก็ใช้ฉีดเนเจอร์แคร์เข้าไปในลำต้น ลักษณะเหมือนการฝังเข็ม เพื่อให้จุลินทรีย์เข้าไปทำงานฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ภายในลำต้น
การรักษาต้องฉีดอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ต้องรักษาให้อยู่ แล้วค่อยทิ้งระยะการฉีดพ่นให้ฉีดพ่นจนกว่าโรคจะหยุด โดยสังเกตจากแผลแห้ง เปลือดรัด ต้นที่มีใบร่วง ใบเหลือง จะเริ่มแตกใบอ่อน แสดงว่าอาการเริ่มดีขึ้น
“...การรักษาโดยใช้เคมี ฉีดไปฉีดมาก็โค่นทิ้ง ของคนอื่นๆ ที่ระบาดหนักๆ ที่สวนของเราไม่ค่อยมีปัญหา การใช้ระบบ EM การใช้เนเจอร์แคร์ฉีดพ่นประจำทำให้เราดูแลง่ายขึ้น หากเกษตรกรที่จะใช้สนามารถใช้ผสมผสานกับเคมีไปก่อนได้ การใช้ยาฆ่าแมลงอาจใช้เฉพาะช่วง เช่น ช่วงดอกตูม เพื่อแก้ปัญหาเพลี้ยไฟ ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ใช้ตามระบบของ EM คือ ฉีดฮอร์โมนรกหมู เนเจอร์แคร์ เป็นประจำ สารเคมีก็จะค่อยลงลงและหมดไปเอง
เกษตรกรทำสวนต้องศึกษาว่า เคมีตัวนี้ที่จริงมันคืออะไร จำเป็นต้องใช้มั้ย ซึ่งในปัจจุบันก็จะมีชีวภัณฑ์มาใช้ในการทดแทนการใช้สารเคมี เช่น เชื้อไตรโคเดอม่ายับยั้งการเจริญของเชื้อรา เชื้อบิวเวอเรีย เมทาไรเซียม ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับหลักการว่าทำยังไงจะให้ EM ไปอยู่ในพื้นที่ให้มากๆ จุลินทรีย์กลุ่มไม่ดีก็จะทำงานไม่ได้ ที่ผมใช้คือหลักการนี้ เพียงแต่ว่า จะเอาตัวอื่นมาผสมบ้าง แต่การดูแลดินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด...”
ท่านกำนันสวัสดิ์กล่าวทิ้งท้าย สรุปใจความอย่างครบถ้วน
การปลูกทุเรียน ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด และศึกษาข้อมูลในหลายๆ ด้าน พร้อมทั้งต้องสังเกตสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ และองค์ประกอบอื่นๆ หากเกษตรกรพยายามลดละเลิกสารพิษ สารเคมีได้ด้วยแล้ว ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของผลผลิต และความมั่นคงทางการตลาดอีกด้วย
ขอขอบคุณ กำนันสวัสดิ์ ขำเจริญ ที่สละเวลาให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่าน ขอบคุณค่ะ
